รับสร้างบ้าน : ทำความรู้จักอิฐ ก่อนสร้างบ้านสไตล์ลอฟท์

รับสร้างบ้าน : ทำความรู้จักอิฐ ก่อนสร้างบ้านสไตล์ลอฟท์

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ บ้านอิฐ

 

  สำหรับงานอิฐที่นำมาใช้ในการตกแต่งบ้านหลายคนอาจจะคิดว่ามีเพียงแค่อิฐสีส้มแดงเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ววัสดุประเภทอิฐมีอยู่หลากหลายชนิด ในส่วนของคุณภาพก็จะแตกต่างกันไปตามส่วนประกอบของวัสดุที่ใช้ในการทำอิฐ รวมถึงเวลาและอุณหภูมิที่ใช้ในการเผาอิฐด้วยเช่นกัน ซึ่งอิฐส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ในการสร้างหรือตกแต่งบ้านนั้นสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้
– อิฐมอญ มีลักษณะเป็นอิฐสีส้มแดง ทำจากดินเหนียวผสมแกลบหรือวัสดุอื่นๆ จึงนิยมเรียกอีกอย่างว่าอิฐดินเผา ในส่วนของขนาดและสัดส่วนขึ้นอยู่กับขั้นตอนการผลิตของแหล่งผลิตนั้นๆ โดยอาจมีทั้งรูปแบบที่เป็นอิฐก้อนตันและอิฐที่มีรูตรงกลาง
 อิฐขาวคืออิฐที่ทำจากปูนขาวผสมทราย และมีการใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการผลิตมากขึ้น โดยการอัดด้วยเครื่องจักรที่มีความดัน พร้อมอบด้วยความร้อนสูง ทำอิฐมีความแน่นมากกว่าอิฐมอญและอิฐบล็อก จึงสามารถให้ความแข็งแรงและทนทานได้ดี ช่วยป้องกันความร้อน ทนไฟ ไม่ดูดซึมน้ำ และมีน้ำหนักเบา 
– อิฐบล็อก คืออิญที่ทำจากปูนซีเมนต์และทราย โดยนิยมนำมาใช้เพื่องานก่อสร้างเช่นเดียวกับอิฐมอญ เหมาะสำหรับงานที่เน้นการคุมค่าใช้จ่าย เพราะราคาถูกและสามารถสร้างได้เร็วกว่า ในส่วนของความแข็งแรงอาจไม่เท่าอิฐมอญ เพราะมีรูพรุนมากกว่า 
คอนกรีตบล็อก ทำจากปูนซีเมนต์ หิน และทราย นิยมนำมาใช้ตกแต่งบ้านในบริเวณพื้นและทางเข้าบ้าน
แต่งบ้านตกแต่งบ้านตกแต่งภายใน
– อิฐมวลเบาเป็นอิฐที่ได้รับการคิดค้นขึ้นใหม่ โดยการผลิตจากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ผสมกับทราย ปูนขาว ยิปซัม น้ำ และสารกระจายฟองอากาศ ด้วยการใช้กระบวนการผลิตที่ทันสมัย จึงทำให้อิฐแต่ละก้อนมีขนาดมาตรฐานที่เท่ากัน แลมีน้ำหนักเบา ช่วยลดการรับน้ำหนักของโครงสร้างได้ดี อีกทั้งยังสามารทนไฟ พร้อมป้องกันความร้อนและเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
– อิฐประดับ เป็นอิฐที่มีลวดลาย โดยการออกแบบก้อนอิฐให้มีรูโปร่งลายฉลุ ซึ่งผลิตจากหินเกร็ด กรวด ทรายซิลิการ์ และซีเมนต์ สามารถใช้เป็นฉนวนกันความร้อนและเก็บเสียงได้ดี อีกทั้งยังช่วยมอบความสวยงามได้ดี รวมทั้งมีให้ลวดลายและขนาดให้เลือกอย่างหลากหลายตามความต้องการ
สำหรับใครที่ชื่นชอบในการตกแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ และยังไม่รู้จะเลือกอิฐชนิดไหนมาตกแต่งบ้าน หวังว่าบทความจะเป็นประโยชน์และช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจในการเลือกใช้วัสดุตกแต่งบ้านได้มากขึ้นนะคะ
CR.Forfur

รับสร้างบ้าน : เตรียมงบประมาณไว้ต่อเติมบ้าน

รับสร้างบ้าน : เตรียมงบประมาณไว้ต่อเติมบ้าน

 

 การเตรียมงบประมาณนับเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนต่อเติมบ้าน ซึ่งดูเผินๆ แล้วการต่อเติมบ้านก็ดูคล้ายกับการสร้างบ้านใหม่เพียงแต่จะเป็นการสร้างเฉพาะส่วนเล็กๆ ที่ต้องการต่อเติมขึ้นมา ดังนั้น เราอาจลองกะงบประมาณในการต่อเติมบ้านโดยอ้างอิงเทียบกับการสร้างบ้านใหม่ ควบคู่กับการคำนึงถึงรายละเอียดแต่ละส่วนซึ่งแตกต่างกันไปเฉพาะกรณี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ต่อเติมบ้าน
        

สำหรับงานต่อเติมบ้านเราอาจอ้างอิงงบประมาณการสร้างบ้านใหม่ดังกล่าวโดยอาศัยหลักการดังนี้

 

 

         งานโครงสร้าง  โครงสร้างสำหรับส่วนต่อเติม สามารถเลือกรูปแบบหลากหลายตามความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่งค่าใช้จ่ายก็จะต่างกันไป สำหรับบ้านทั่วไปที่ใช้ระบบฐานรากโดยลงเสาเข็มลึกถึงชั้นดินแข็ง หากส่วนต่อเติมใช้ระบบโครงสร้างแบบเดียวกัน ก็อาจประมาณราคาแบบเดียวกับโครงสร้างบ้านใหม่ (30-35% ของค่าก่อสร้างทั้งหมด)  แต่ถ้าหากส่วนต่อเติมใช้โครงสร้างแบบอื่นๆ ก็จะมีค่าใช้จ่ายน้อยลงตามลำดับ ตั้งแต่การทำระบบฐานรากโดยใช้เสาเข็มสั้นหรือไม่มีเสาเข็ม การทำฐานเข็มแบบปูพรม ไปจนถึงระบบพื้นที่ไม่มีเสาเข็ม อย่างพื้นคอนกรีตวางบนดิน (Slab on Ground) เป็นต้น

 

     งานระบบไฟฟ้าประปาและระบายน้ำ หากอ้างอิงตามงบประมาณการสร้างบ้านใหม่ จะเป็น 10-15% ของค่าก่อสร้างบ้าน ยกตัวอย่างการต่อเติมครัว จะต้องเดินระบบประปา ท่อน้ำดี/น้ำเสีย ถังดักไขมัน รวมถึงระบบไฟฟ้าที่รองรับ ไฟส่องสว่าง และอุปกรณ์ทั่วไป เช่น เครื่องดูดควัน พัดลมระบายอากาศ ฯลฯ กรณีต่อเติมโดยไม่มีการติดตั้งงานระบบก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เช่น เดิมเป็นโรงจอดรถ ซึ่งมีโคมไฟติดไว้อยู่แล้ว เมื่อต่อเติมเป็นห้องนอนก็ไม่จำเป็นต้องเดินงานระบบเพิ่มมากนัก เป็นต้น

 

       งานสถาปัตย์กับวัสดุปิดผิว อาจอ้างอิงตามงบประมาณการสร้างบ้านใหม่ คือ 50-60% ของค่าก่อสร้าง (งบประมาณส่วนนี้มักจะยืดหยุ่นมากที่สุด ขึ้นอยู่กับชนิดวัสดุที่เลือกใช้)

 

       งบประมาณอื่นๆ ในการต่อเติมบ้าน
       นอกจากค่าก่อสร้างและวัสดุแล้ว ในการต่อเติมบ้าน บางครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติมคล้ายกับการสร้างบ้านใหม่ ยกตัวอย่างการต่อเติมห้องนอน ห้องนั่งเล่น มักมีค่างานตกแต่งภายใน เช่น เฟอร์นิเจอร์  ผ้าม่าน โคมไฟ ซึ่งจะใช้งบประมาณมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับระดับคุณภาพของวัสดุที่เลือก นอกจากนี้ยังมีค่าบริการวิชาชีพแต่ละสาขา ทั้งวิศวกรผู้ออกแบบและคำนวณโครงสร้าง  สถาปนิกหรือนักออกแบบผู้ออกแบบพื้นที่ใช้สอยของส่วนต่อเติมให้ลงตัวและมีรูปลักษณ์สวยงาม เป็นต้น

 

       จะเห็นได้ว่า เราสามารถใช้งบประมาณการก่อสร้างบ้านใหม่เป็นหลักอ้างอิงในการคำนวณค่าใช้จ่ายในการต่อเติมบ้านได้ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายบางส่วนโดยเฉพาะ “ค่าก่อสร้าง” หากคำนวณเป็น “ราคาต่อตารางเมตรแล้ว” อาจเท่ากันกับการสร้างบ้านใหม่ แม้เนื้องานจะน้อยกว่าก็ตาม อย่างเช่น ส่วนต่อเติมใช้โครงสร้างฐานรากแบบเสาเข็มสั้น และไม่มีการติดตั้งงานระบบ แต่ราคาต่อตารางเมตรกลับใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายการสร้างบ้านที่ลงเสาเข็มลึกถึงชั้นดินแข็ง พร้อมติดตั้งงานระบบไฟฟ้าประปา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะงานต่อเติมมักมีขนาดเล็ก ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ค่าก่อสร้างงานขนาดเล็กจะมีราคาต่อตารางเมตรสูงกว่าการก่อสร้างงานขนาดใหญ่อยู่แล้ว จุดนี้นับเป็นสิ่งที่เจ้าของบ้านต้องคำนึงและรับทราบทุกครั้งในการวางแผนและกะงบประมาณในการต่อเติมบ้าน

 

บทความดีๆ  จาก SCG

รับสร้างบ้าน : สร้างรั้ว หรือสร้างบ้าน ควรสร้างอะไรก่อนดี ??

รับสร้างบ้าน : สร้างรั้ว หรือสร้างบ้าน ควรสร้างอะไรก่อนดี ??

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สร้างรั้ว

 

จะสร้างรั้ว หรือ จะสร้างบ้านก่อนก็ได้ หรือจะสร้างควบคู่กันไปก็ได้ แต่ต้องวางแผนให้ดี 

การสร้างรั้วของบ้านแต่ละหลังนั้น จะมีปัจจัยพื้นฐานและเหตุจำเป็นในการสร้างที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนาดพื้นที่ เรื่องระดับดิน ที่ต้องคำนึงก่อนวางแผนในการสร้างรั้วแทบทั้งสิ้น เพราะถ้าหากวางแผนผิด สร้างไปแล้ว หรือไม่ได้สร้างในเวลาที่ถูกต้อง อาจจะส่งผลให้เกิดความเสียหาย ทั้งรั้วและตัวบ้าน  

 

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าควรจะสร้างรั้วก่อนหรือสร้างบ้านก่อน ? 

 

พิจารณาจากระดับของที่ดิน 

หากคุณกำลังเตรียมการเรื่องการถมดิน ยิ่งถ้าระดับดินที่คุณถมมีระดับที่สูงกว่าพื้นที่ข้างเคียง หรือบ้านของเพื่อนบ้านคุณ ขอแนะนำให้คุณสร้างรั้วกันดินขึ้นมาก่อน เพื่อป้องกันดินไหลไปพื้นที่ที่ต่ำกว่าแถมยังช่วยเรื่องความแน่นของดินที่ถมอีกด้วย แต่จะสร้างรั้วให้สูงแค่ไหนก็ต้องพิจารณาจากระดับดินที่ถม 

 

พิจารณาจากขนาดพื้นที่ของที่ดิน 

หากคุณมีที่ดินกว้างมาก แถมยังใช้พื้นที่สร้างบ้านไม่ถึง 1 ใน 3 คุณจะสร้างรั้วตอนไหนก็ได้ ไม่เป็นปัญหา แต่ขอแนะนำว่าให้สร้างรั้วหลังเสร็จสิ้นขั้นตอนเสาเข็มเพราะถ้าสร้างรั้วก่อนขั้นตอนเจาะหรือตอกเสาเข็มอาจทำให้รั้วเสียหายจากแรงสั่นสะเทือนได้ 

แต่ถ้าหากคุณมีข้อจำกัดในเรื่องขนาดของพื้นที่ เช่น ระยะห่างจากตัวบ้านกับเขตพื้นที่ มีแค่ 1 เมตร เราขอแนะนำให้คุณสร้างรั้วตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะจะได้ป้องกันปัญหาที่ตามมาไม่ว่าจะเป็น เข็มของรั้วไปกระแทกท่อประปา หรือเศษปูนเปียกกระเด็นโดนตัวบ้าน เป็นต้น แต่ก็ควรจะสร้างรั้วหลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนเสาเข็มไปแล้วนะครับ และที่สำคัญต้องวางแผนกับวิศวกรควบคุมงานก่อสร้างก่อน เพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการสร้างรั้วและลดปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาภายหลัง

 

เทคนิค !!

ควรสร้างรั้วขึ้นมา 3 ด้านก่อน คือ ด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลัง เหตุผลที่ไม่สร้างรั้วด้านหน้าเพราะ เปิดช่องทางให้ขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ ในการก่อสร้างได้สะดวก

 

หากพิจารณาแล้วว่าไม่สามารถสร้างรั้วถาวรได้ ก็สามารถสร้างรั้วชั่วคราวแบบมิดชิด ไว้ก่อนได้ค่ะเพื่อเป็นการกำหนดอาณาเขต และเพื่อความปลอดภัยตลอดระยะเวลาในการก่อสร้างบ้านค่ะ

รับสร้างบ้าน : ข้อควรรู้ก่อนซื้อ ที่ดินเปล่าปลูกบ้าน

รับสร้างบ้าน : ข้อควรรู้ก่อนซื้อ ที่ดินเปล่าปลูกบ้าน

     ข้อควรรู้ก่อนซื้อ ที่ดินเปล่าปลูกบ้าน การจะหา “บ้านในฝัน” ซักหลังหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนต้องเข้าไปดูโครงการหลายสิบโครงการกว่าจะเจอบ้านที่ถูกใจ บางคนก็ยังคงไม่พอใจกับแบบบ้านของโครงการเหล่านี้ จึงเลือกที่จะหาซื้อที่ดินทำเลดีๆซักที่แล้วสร้างบ้านเองตามที่ใจอยากได้ แน่นอนว่าการซื้อที่ดินเพื่อปลูกบ้านเองไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะไหนจะต้องซื้อที่ดิน ต้องหาผู้รับเหมา จ้างสถาปนิกออกแบบ ยังไม่รวมถึงปัญหาเล็กๆน้อยๆที่ต้องเจอระหว่างทาง ซึ่งหัวใจหลักก่อนอื่นใดคือ “การเลือกที่ดิน” วันนี้ 9building จึงขอแนะนำข้อควรรู้ก่อนซื้อที่ดินเปล่าเพื่อปลูกบ้าน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ตำแหน่งและรูปร่างที่ดิน

 

1. ตำแหน่งและรูปร่างที่ดิน ก่อนอื่นคือเราต้องรู้ขอบเขตของตำแหน่งที่ดินที่แน่ชัด อีกทั้งรูปร่างของที่ดินผืนนั้นๆว่ามีรูปทรงเป็นอะไร เป็นสี่เหลี่ยมคางหมู สี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่ดินเส้นก๋วยเตี๋ยว ที่ดินสามเหลี่ยม ฯลฯฯ ซึ่งที่ดินที่ดีควรมีรูปเป็นสี่เหลี่ยม จึงจะสามารถจัดวางตำแหน่งของตัวบ้านได้ง่ายกว่า 

 

2. ข้อกฏหมายที่ต้องคำนึง คงไม่ต้องลงลึกถึงข้อจำกัด FAR หรือ OSR แต่อย่างน้อยๆก็ควรรู้ถึงข้อกฏหมายเบื้องต้น เช่น ระยะร่น เพื่อดูว่าที่ดินที่เราซื้อ จะได้บ้านที่มีพื้นที่ตามต้องการหรือเปล่า? หรือไปตรวจสอบกับทางราชการว่าในบริเวณนี้จะมีการเวนคืนที่ดินหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง นอกจากนี้ในเรื่องสีของผังเมืองก็เป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน ที่จะต้องดูว่าที่ดินที่คุณซื้ออยู่ในผังสีอะไร ระวังในเรื่องของโซนอุตสาหกรรม โซนโรงงาน เพราะไม่เหมาะกับการอยู่อาศัย และจะมีปัญหาทางด้านมลพิษเกิดขึ้นได้

 

3. ทางเข้า-ออก คือเรื่องสำคัญ หัวใจของการซื้อที่ดิน คือ ทางเข้า-ออกที่จะสามารถไปสู่ถนนสาธาณะได้ ที่ดินที่ไม่มีทางเข้า-ออกเราเรียกว่า “ที่ดินตาบอด” หลายคนเข้าใจว่าที่ดินที่มีถนนอยู่ข้างหน้าคือทางเข้า-ออกของที่ดินเรา ซึ่งจริงๆเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด แม้เจ้าของที่ดินเองก็ยังคงเข้าใจผิดเช่นกัน ทางเข้า-ออกที่เราเห็นอาจจะไม่ใช่ทางของเรา ดังนั้นทางที่ดีควรตรวจสอบกับกรมที่ดินก่อนตัดสินใจซื้อ

 

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

 

4. อ่านโฉนดให้เป็น โฉนดที่ดิน คือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งถือเป็นเอกสารสำคัญที่ทุกคนควรรู้ไว้ หลายคนไม่คอยมีความรู้เกี่ยวกับโฉนดที่ดิน คิดว่าที่ดินแปลงนี้มีโฉนดก็ถือว่าน่าเชื่อถือได้ ซึ่งจริงๆแล้ววิธีการอ่านโฉนดที่ถูกต้อง จะต้องดูหลายๆอย่างประกอบกัน ดังนี้ การซื้อที่ดิน โฉนดในที่ดินจะต้องเป็นโฉนด น.ส.4 จึงจะสามารถซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์ได้ พื้นที่ขายและพื้นที่จริงตรงกันหรือไม่ เจ้าของอาจจะบอกขนาดเกินจริง (ซึ่งมองด้วยตาเปล่ายากมาก) ควรจตรวจสอบกับโฉนดอีกทีว่าตรงกันหรือไม่ ตรวจสอบหลังโฉนดว่าเจ้าของที่ดินเดิมติดจำนองหรือไม่? เช็คว่าที่ดินนั้นโดนยึดหรือถูกอายัดไว้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้จะไม่ปรากฎในโฉนดที่ดิน จะต้องตรวจสอบที่สำนักงานที่ดิน

 

5. หาผู้เชี่ยวชาญมาช่วย หากการดูที่ดินในเบื้องต้นยังไม่สามารถช่วยพิสูจน์ได้ว่าที่ดินแปลงนี้น่าเชื่อถือพอหรือไม่ ก็ควรหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูอีกครั้ง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญนี้อาจจะมีหลายๆด้าน เช่น ด้านสถาปัตย์ฯ ด้านกฎหมาย เป็นต้น เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดในการซื้อที่ดินให้น้อยที่สุด ถึงอย่างไรการซื้อที่ดินเปล่าเพื่อปลูกบ้านนั้น ต้องคำนึงถึงงบประมาณที่จะต้องสร้างบ้านอีกด้วย และ ค่อยข้างจะมีปัญหามากกว่าการซื้อบ้านจากโครงการ แต่ทั้งนี้หากคุณเองคิดว่ามันดีกว่าที่จะได้บ้านที่ถูกใจตัวเอง หรือสามารถคุมงบได้ดีกว่า ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะเหนื่อยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อให้ได้ “บ้านในฝัน” ที่แท้จริง – เทอร์ร่า บีเคเค

Cr.TerraBKK

รับสร้างบ้าน : รอยร้าวของผนัง เป็นสัญญาณอันตราย จริงหรือ ?

รับสร้างบ้าน : รอยร้าวของผนัง เป็นสัญญาณอันตราย จริงหรือ ?

1.รอยร้าวที่เกิดบนผนัง

รอยร้าวประเภทนี้ส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตรายถึงขั้นบ้านถล่มดินทลาย แต่มักจะมาในรูปแบบของความน่ารำคาญ คือจะทำให้ดูรกหูรกตา ไม่น่ามอง แต่ในกรณีนี้ไม่สามารถทำให้บ้านพังได้ค่ะ เช่น 

1.1 รอยร้าวแบบแตกลายงา มักจะเกิดจากปูนฉาบขาดน้ำ คือ ผนังก่ออิฐแห้งเกินไปทำให้เมื่อเราเริ่มงานฉาบปูน น้ำที่ผสมในปูนฉาบที่ได้สัดส่วนดีงามแล้ว โดนผนังด้านในดูดเอาน้ำไปทำให้ปูนฉาบผิดสัดส่วนและแห้งเกินไป เมื่อใช้อาคารไปซักพักจึงเกิดเป็นรอยดังกล่าว หรืออาจจะโดนเร่งงานจากเจ้าของบ้านหรือรีบเก็บงวดงาน ทำให้เมื่อก่อผนังอิฐเสร็จก็ฉาบเลยไม่รอให้ผนังอิฐเซ็ทตัวนั่นเองการแก้ไข : A – ก่อนงานฉาบปูนให้เรารดน้ำผนังก่ออิฐให้ชุ่มก่อนเพื่อไม่ให้ผนังขาดน้ำ แล้วแบบไหนถึงเรียกว่าไม่ขาดน้ำ สังเกตง่ายๆก่อนจะเริ่มงานฉาบลองเอาฝ่ามือไปนาบผนังถ้ารู้สึกว่าเย็นๆชื้นๆก็แสดงว่าใช้ได้แล้วนั่นเองB – ถ้าสายไปเสียแล้ว เพราะแตกไปเรียบร้อยก็แก้ไขได้ไม่ยาก ให้ใช้สีที่มีความยืดหยุ่นสูง หาได้หลากหลายยี่ห้อในท้องตลาดมาทาทับให้เรียบร้อย และมักจะแก้ได้อย่างชะงัดทีเดียวค่ะ

 

 

1.2 รอยแตกของผนังตามริมขอบวงกบ อันนี้ส่วนใหญ่เกิดจากความมักง่ายของช่างก่อสร้าง ที่ไม่ยอมทำเสาเอ็น เสาเอ็นก็คือเสา คสล.ขนาดประมาณ 7 x 7 cm ที่ทำเป็นกรอบครอบวงกบประตูไว้นั่นเอง เพื่อป้องกันปูนฉาบแตกจากการเปิดปิดประตู ฉะนั้นในระหว่างการก่อสร้างเจ้าของบ้านก็ควรตรวจสอบให้รอบคอบก่อนจะที่ช่างจะฉาบปูนค่ะ

 

1.3 รอยแตกแนวทแยงบนผนังกว้างประมาณ1-2 มม.อันนี้เริ่มจะน่ากังวลขึ้นมาหน่อยค่ะ รอยร้าวประเภทนี้มักจะเกิดหลังจากอาคารสร้างเสร็จไปแล้วซักพัก หากเราเจอให้ลองเอาดินสอขีดตรงปลายรอยแตกแล้วสังเกตว่าร้าวต่อหรือไม่ ถ้าไม่ก็ถือว่าไม่อันตรายอาจจะแค่เกิดการบิดของผนังหรือเวลาสิบล้อขับผ่านหน้าบ้านบ่อยๆเกิดการสะเทือนมากเป็นต้น แต่ถ้ารอยร้าวกว้างและยาวมากขึ้นอาจจะสันนิษฐานได้ว่า โครงสร้างอาคารอาจจะกำลังทรุดตัว ควรปรึกษาวิศวกรเป็นการด่วน

 

 

2.รอยร้าวที่เกิดบนคาน

รอยร้าวบริเวณนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือเยอะ ให้คิดไว้ก่อนว่านั่นคือเรื่องอันตราย ให้รีบหาสาเหตุและแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด เพราะไม่ใช่เรื่องปกติแล้วครับ โดยเราอาจสังเกตได้ดังนี้

2.1รอยร้าวแบบแตกลายงาแต่ไม่ปริออกมา อันนี้น่าจะเกิดจากปูนฉาบขาดน้ำเช่นเดียวกับข้อ 1.1 หรืออาจจะเป็นช่างฉาบปูนคนเดียวกัน ไม่ทำให้เกิดอันตรายใดๆ

 

 

2.2 รอยร้าวเป็นเส้นตรงแนวตั้งตรงกลางคานและปริจนเห็นเนื้อปูนหรือเหล็กเสริมด้านใน อาการนี้แสดงว่าคานรับน้ำหนักเกินกว่าที่วิศวกรกำหนดไว้ เรามักจะเจอกรณีแบบนี้ในอาคารประเภทโกดังที่มีการกองเก็บสินค้าเกินกำลัง ให้ลองเอาของที่ตั้งอยู่บนเหนือคานออกแล้วสังเกตดูว่ารอยร้าวมันหยุดหรือไม่ ถ้าหยุดก็แสดงว่าเราเจอสาเหตุ ขั้นตอนต่อไปก็ให้กระจายการวางน้ำหนักให้สมดุลกันทั้งอาคาร แต่ถ้ายังคงร้าวต่ออันนี้ให้คิดไว้ก่อนเลยว่าอาคารของเราก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน ก็รีบอพยพชั่วคราวกันก่อนค่ะ แล้วรีบติดต่อวิศวกรมาดูโดยเร็วที่สุด เพราะอาจจะทำให้อาคารพังได้

 

 

3.รอยร้าวที่เกิดบนเสา

รอยร้าวที่เกิดกับเสาก็เป็นอีกตำแหน่งที่ถือว่าอันตรายถึงชีวิตได้ง่าย ถ้าไม่นับรอยแตกลายงา รอยร้าวของเสามักจะเกิดที่หัวเสา อาจจะฉีกออกแค่เสาหรือทั้งคานและเสาก็ได้ อันนี้รีบย้ายออกจากบ้านก่อนเลยค่ะ แล้วติดต่อวิศวกรผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ เพราะเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน เกิดแรงเฉือนอย่างรุนแรงที่ตำแหน่งหัวเสาเชื่อมกับคานและจะทำให้อาคารทรุดลงมาได้ การแก้ไขมีตั้งแต่เสริมเหล็กรับแรงให้กับเสา ไปจนถึงทุบอาคารทิ้งกันเลย ฉะนั้นถ้าเจอรอยร้าวแบบนี้อย่านิ่งนอนใจอย่างเด็ดขาดค่ะ

 

4.รอยร้าวที่เกิดบนพื้น

รอยร้าวบนพื้นมักจะมีให้เห็นบริเวณพื้นชั้นล่าง และเป็นพื้นที่วางบนดินหรือที่เรียกว่าพื้นหล่อในที่ โดยสาเหตุเกิดจากการทรุดตัวของดินถมบดอัดที่อยู่ใต้พื้น พอดินที่รับน้ำหนักพื้นทรุดลงก็จะทำให้พื้นทรุดตาม ทำให้เห็นรอยร้าวตามขอบพื้นที่ติดกับคาน การแก้ไข หากกำลังเริ่มทำแบบบ้านให้พยายามทำพื้นแบบวางบนคานไม่ว่าจะเป็นพื้นหล่อหรือพื้นสำเร็จรูปก็ตาม ปัญหานี้ก็จะไม่เกิดกับบ้านเราอย่างแน่นอน ส่วนคนที่อยู่แบบบ้านเดิมมานานและพื้นทรุดตัวแล้ว อันนี้แก้ยากครับ ง่ายสุดคือทุบพื้นเดิมทิ้งแล้วหล่อใหม่ดีกว่าเป็นยังไงบ้างคะ ได้รับรู้กันไปพอสมควรสำหรับเรื่องรอยร้าวในตำแหน่งต่างๆ ทั้งที่อันตรายและไม่อันตราย วันไหนว่างๆลองเดินสำรวจรอบบ้านกันดู หรือว่าใครกำลังเจอปัญหานี้พอดีก็จะได้มีแนวทางในการแก้ไขเบื้องต้นได้ค่ะ

 

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Forfur