รับสร้างบ้าน : หลังคาโมเดิร์น ที่เหมาะกับอากาศบ้านเรา

รับสร้างบ้าน : หลังคาโมเดิร์น ที่เหมาะกับอากาศบ้านเรา

 

การออกแบบบ้านยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่การสื่อสารสามารถเชื่อมโยงข้อมูลทั่วทั้งโลก ช่วยให้เจ้าของบ้านมีโอกาสชมตัวอย่างบ้านสวย ๆ จากต่างประเทศ และจุดนี้เองส่งผลให้เกิดความหลากหลายด้านดีไซน์ โดยเฉพาะแบบบ้านสไตล์โมเดิร์นที่ได้รับความนิยมสูงในต่างประเทศ แต่สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือความแตกต่างด้านวิถีชีวิต ลักษณะภูมิศาสตร์และภูมิอากาศที่มีความแตกต่างกัน การนำแบบบ้านจากต่างประเทศมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับใช้ให้เหมาะกับพื้นที่ก่อสร้างจริง เหมาะกับวิถีชีวิตของคนไทย

 

5 จุดสำคัญ ออกแบบหลังคาโมเดิร์นสำหรับบ้านในไทย

 

1. หลังคาสูงโปร่ง ชายคายื่นยาว

ไม่ว่าจะเป็นบ้านสไตล์ไหน การเลือกรูปทรงหลังคาสูงโปร่งเป็นสิ่งที่คู่กับบ้านในสภาพอากาศร้อนชื้นแบบประเทศไทยเสมอ เนื่องด้วยลักษณะหลังคาสูง จะมีพื้นที่ใต้โถงหลังคามาก ซึ่งจะช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้เป็นอย่างดี ในทางกลับกัน หากหลังคาแบนหรือต่ำ จะมีพื้นที่ใต้โถงหลังคาน้อย ส่งผลให้ความร้อนที่สะสมใต้โถงหลังคา กระจายตัวเข้าสู่ภายในบ้านได้อย่างรวดเร็ว และด้วยความสูงโปร่งของหลังคา ทำให้องศาของหลังคามีความชันในระดับที่พอเหมาะ ช่วยระบายน้ำขณะฝนตกได้อย่างรวดเร็ว

 

หลังคาจั่ว แผ่นเรียบ

ภาพโดย : โครงการ Nordan

 

นอกจากหลังคาสูงโปร่งแล้ว การมีชายคายื่นยาวจะช่วยป้องกันแสงแดดสาดส่องเข้าสู่ตัวบ้านได้อีกทาง และป้องกันฝนสาดเข้ามาทางหน้าต่าง  สำหรับบ้านในประเทศไทยความกว้างของชายคาควรมีความกว้างอย่างน้อย 1 เมตร จะช่วยป้องกันแดดและลมฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

2. หลังคาโทนสีเรียบ

โทนสีหลังคาของบ้านสไตล์โมเดิร์น ควรเป็นสีเอิร์ธโทนหรือโทนสีเข้ม เพราะให้ความรู้สึกสงบนิ่ง น่าค้นหามากกว่าโทนสีสดฉูดฉาด อาทิ สีเทา ดำ น้ำตาล โทนสีดังกล่าวจะแสดงออกถึงความเรียบง่าย ทันสมัย และมีความเท่อยู่ในตัว

 

ภาพโดย : Pranala Associates

3. เส้นสายเรียบ

วัสดุหลังคาที่เลือกใช้ ควรเป็นแผ่นหลังคาที่มีรอยต่อน้อย มีเส้นสายที่เรียบตรง เมื่อติดตั้งเสร็จแล้วจะให้ความรู้สึกสวยคมดูทันสมัย

 

หลังคาเรียบ

ภาพโดย : wahana architects

 

4. วัสดุหลังคามีคุณภาพ ทนแดด ทนฝน

ประโยชน์หลักของหลังคาคือช่วยกันแดด กันฝนให้กับบ้าน ดังนั้นการเลือกวัสดุหลังคา ต้องเลือกวัสดุที่ดี ที่มีคุณภาพ เพื่อความแข็งแรงทนทาน และจะดีมากยิ่งขึ้น ควรเป็นวัสดุที่ไม่นำพาความร้อน อาทิ วัสดุประเภทดินเผาคอนกรีต หรือวัสดุจากธรรมชาติ

สำหรับบ้านสไตล์โมเดิร์น หลังคานับเป็นองค์ประกอบหลักที่ช่วยสะท้อนความสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี  หลังคาที่เรียบ เท่ เน้นเส้นขอบ คมกริบในทุกองศา สะท้อนเอกลักษณ์ของผืนหลังคาที่ไม่เหมือนใครได้ แต่นอกจากความสวยงามแล้ว ยังต้องคำนึงถึงคุณภาพ ความแข็งแรง ทนฝน ทนแดด กันความร้อนให้กับบ้านด้วยเช่นกัน

 

หลังคาคอนกรีต เอสซีจี

 

 

ปัจจุบันหลังคามีนวัตกรรมที่ช่วยในการสะท้อนรังสีความร้อน อย่างเช่น หลังคาเอสซีจี รุ่น NeuStile X-Shield HeatBLOCK วัสดุหลังคาแผ่นเรียบที่มีเทคโนโลยี HeatBlock ซึ่งเป็นนวัตกรรมโมเลกุลเม็ดสีสูตรพิเศษบนชั้นเคลือบสี ช่วยสะท้อนรังสีความร้อน รวมกับเทคโนโลยีการเคลือบสี X-Shield ที่ช่วยทำให้สีหลังคาสวยทน ยาวนาน

 

5. ออกแบบหลังคาผืนเดียวกัน ตลอดทั้งหลัง

หลังคาที่เหมาะกับบ้านโมเดิร์นควรเป็นหลังคาผืนเดียวกันตลอดทั้งหลัง เพื่อลดรอยต่อและปัญหาต่าง ๆ ออกไป อีกทั้งยังช่วยให้ภาพรวมของบ้านดูมีเส้นสายที่เรียบง่าย ดูลงตัวกับบ้านสไตล์โมเดิร์นได้อย่างสมบูรณ์

 

แบบบ้านตัว L หลังคาแผ่นเรียบ

ภาพโดย : แบบบ้าน Punplan

 

เพราะความสวยงามเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ความสวยงามต้องมาคู่กับการอยู่อาศัยอย่างสุขสบายด้วย ก่อนจะออกแบบหรือสร้างบ้าน เจ้าของบ้านจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาสิ่งต่าง ๆ รอบด้าน ทั้งการออกแบบบ้านให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศ เหมาะกับวิถีชีวิต รวมถึงการเลือกวัสดุหลังคาที่มีคุณภาพดี วัสดุที่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย จะช่วยเติมเต็มความสุขในการอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์

รับสร้างบ้าน : รื้อบ้านเก่าออก แล้วสร้างใหม่ จะทำยังไงกับโครงสร้างใต้ดินเดิม

รับสร้างบ้าน : รื้อบ้านเก่าออก แล้วสร้างใหม่ จะทำยังไงกับโครงสร้างใต้ดินเดิม

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

การสร้างบ้านหลังใหม่ในที่ดินที่มีโครงสร้างบ้านเดิมอยู่ จำเป็นต้องรื้อถอนโครงสร้างใต้ดินหรือปล่อยทิ้งไว้ได้ และจะมีผลกระทบต่อการก่อสร้างบ้านหลังใหม่อย่างไร

 

หลายท่านที่มีบ้านเก่าหรือซื้อที่ดินพร้อมบ้านเก่ามา แล้วต้องการรื้อถอนเพื่อสร้างบ้านใหม่ อาจกังวลเรื่องผลกระทบต่อโครงสร้าง รูปแบบบ้าน และการก่อสร้างที่จะเกิดขึ้นหากไม่ได้ทำการรื้อถอนโครงสร้างใต้ดินเดิม ไม่ว่าจะเป็นฐานรากหรือเสาเข็ม ซึ่งการพิจารณารื้อถอนรวมถึงการแก้ปัญหาที่หน้างานนั้น จะขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงสร้างใต้ดินเดิมและโครงสร้างบ้านหลังใหม่ หากแต่เราควรคำนึงเรื่องการอยู่อาศัยในบ้านหลังใหม่เป็นสำคัญ

       ขั้นตอนในการรื้อถอนบ้านจะเริ่มจากการรื้อถอนชิ้นส่วนเล็กๆ ที่สามารถถอดออกมาได้ง่ายก่อน เช่น ประตู หน้าต่าง วงกบ เหล็กดัด ดวงโคม รวมทั้งชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ยังใช้ได้และมีมูลค่า ชิ้นส่วนต่างๆ ที่รื้อออกมาในขั้นตอนนี้สามารถนำไปใช้ซ้ำ หรือขายต่อได้ ขั้นตอนถัดมาจะเป็นการรื้อถอนหลังคา ผนัง และโครงสร้าง ตามลำดับ โดยหลังจากรื้อถอนส่วนของอาคารเหนือพื้นดินหมดแล้วและนำขยะก่อสร้างไปทิ้งเรียบร้อย ก็จะเป็นส่วนของโครงสร้างใต้ดินซึ่งประกอบด้วยฐานราก และอาจจะมีเสาเข็มในกรณีเป็นดินอ่อน เช่น ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เสาเข็มนั้นมีทั้งแบบเข็มสั้น และเข็มยาว เสาเข็มสั้นมีความยาวตั้งแต่ 1-6 เมตร ส่วนเสาเข็มยาวจะมีความยาวลึกมากกว่า 6 เมตรเพื่อให้ถึงชั้นดินแข็ง โดยเสาเข็มจะลงลึกประมาณ 17-23 เมตรสำหรับบ้านพักอาศัย และอาจจะลึกถึง 52 เมตรสำหรับอาคารขนาดใหญ่  

 

       ในการรื้อถอนส่วนโครงสร้างใต้ดินนั้นผู้รับเหมาจะทำการขุดเปิดหน้าดินและรื้อฐานรากออก ส่วนการรื้อถอนเสาเข็มที่อยู่ในดินลึกลงไปนั้นจะทำได้ยากจึงมักจะปล่อยไว้ นอกจากจะเป็นเสาเข็มสั้นที่พอที่จะสามารถขุดขึ้นมาได้เท่านั้น 

 

 

    ถึงแม้ว่าเสาเข็มจะไม่สามารถรื้อถอนได้ แต่การสร้างบ้านหลังใหม่เพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกแบบบ้านสำเร็จรูปมาก่อสร้าง หรือใช้บริการออกแบบโดยสถาปนิก จึงควรให้แบบบ้านเป็นไปตามที่เราต้องการมากที่สุด โดยไม่ต้องสนใจเรื่องตำแหน่งเสาเข็มเดิม เพราะเมื่อถึงขั้นตอนการก่อสร้างบ้านใหม่ ซึ่งจะมีการสำรวจและปักหมุดตำแหน่งที่จะทำการลงเสาเข็มและทำฐานรากอยู่แล้ว หากตำแหน่งใดไม่สามารถลงเสาเข็มใหม่ได้เนื่องจากติดเสาเข็มเดิม หรือใกล้กับเสาเข็มเดิมเป็นระยะน้อยกว่า 3 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางเสาเข็มใหม่ วิศวกรโครงสร้างจะทำหน้าที่ปรับแบบฐานรากและเสาเข็มชุดใหม่ให้หลบเสาเข็มเดิม โดยไม่กระทบต่อแบบบ้านในส่วนอื่นแต่อย่างใด (อาจใช้เวลาหรือมีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเพิ่มเติมบ้าง) ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะไม่เกิดขึ้นเลย หรือเกิดเพียงบางตำแหน่งเท่านั้น

 

     อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ตำแหน่งเสาเข็มหรือฐานรากใหม่ตรงกับตำแหน่งเสาเข็มหรือฐานรากเดิมพอดี ก็ไม่ควรที่จะใช้ฐานรากหรือเสาเข็มเดิมในการรับน้ำหนักบ้านใหม่ เนื่องจากเราไม่รู้ว่าฐานรากหรือเสาเข็มเก่าออกแบบก ารรับน้ำหนักไว้เท่าไร จึงควรรื้อถอนฐานรากเดิม และให้วิศวกรออกแบบฐานรากใหม่ให้หลบตำแหน่งเสาเข็มเดิม

 

       โดยสรุปแล้ว การออกแบบสร้างบ้านใหม่เองเจ้าของบ้านไม่จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงตำแหน่งเสาเข็มเดิม เนื่องจากเป็นเรื่องที่สามารถแก้ปัญหาด้วยการออกแบบฐานรากใหม่ได้โดยไม่กระทบถึงความสวยงามหรือประโยชน์ใช้สอยใดๆ ของบ้าน ทั้งนี้การออกแบบฐานรากใหม่ควรที่จะปรึกษาวิศวกรโครงสร้างผู้เชี่ยวชาญและมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเท่านั้น

เครดิต
ชวนนท์ โฆษกิจจาเลิศ
การศึกษา: สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาปัตยกรรมศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภาพจาก SCG

รับสร้างบ้าน : เตรียมงบประมาณไว้ต่อเติมบ้าน

รับสร้างบ้าน : เตรียมงบประมาณไว้ต่อเติมบ้าน

 

 การเตรียมงบประมาณนับเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนต่อเติมบ้าน ซึ่งดูเผินๆ แล้วการต่อเติมบ้านก็ดูคล้ายกับการสร้างบ้านใหม่เพียงแต่จะเป็นการสร้างเฉพาะส่วนเล็กๆ ที่ต้องการต่อเติมขึ้นมา ดังนั้น เราอาจลองกะงบประมาณในการต่อเติมบ้านโดยอ้างอิงเทียบกับการสร้างบ้านใหม่ ควบคู่กับการคำนึงถึงรายละเอียดแต่ละส่วนซึ่งแตกต่างกันไปเฉพาะกรณี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ต่อเติมบ้าน
        

สำหรับงานต่อเติมบ้านเราอาจอ้างอิงงบประมาณการสร้างบ้านใหม่ดังกล่าวโดยอาศัยหลักการดังนี้

 

 

         งานโครงสร้าง  โครงสร้างสำหรับส่วนต่อเติม สามารถเลือกรูปแบบหลากหลายตามความเหมาะสมของพื้นที่ ซึ่งค่าใช้จ่ายก็จะต่างกันไป สำหรับบ้านทั่วไปที่ใช้ระบบฐานรากโดยลงเสาเข็มลึกถึงชั้นดินแข็ง หากส่วนต่อเติมใช้ระบบโครงสร้างแบบเดียวกัน ก็อาจประมาณราคาแบบเดียวกับโครงสร้างบ้านใหม่ (30-35% ของค่าก่อสร้างทั้งหมด)  แต่ถ้าหากส่วนต่อเติมใช้โครงสร้างแบบอื่นๆ ก็จะมีค่าใช้จ่ายน้อยลงตามลำดับ ตั้งแต่การทำระบบฐานรากโดยใช้เสาเข็มสั้นหรือไม่มีเสาเข็ม การทำฐานเข็มแบบปูพรม ไปจนถึงระบบพื้นที่ไม่มีเสาเข็ม อย่างพื้นคอนกรีตวางบนดิน (Slab on Ground) เป็นต้น

 

     งานระบบไฟฟ้าประปาและระบายน้ำ หากอ้างอิงตามงบประมาณการสร้างบ้านใหม่ จะเป็น 10-15% ของค่าก่อสร้างบ้าน ยกตัวอย่างการต่อเติมครัว จะต้องเดินระบบประปา ท่อน้ำดี/น้ำเสีย ถังดักไขมัน รวมถึงระบบไฟฟ้าที่รองรับ ไฟส่องสว่าง และอุปกรณ์ทั่วไป เช่น เครื่องดูดควัน พัดลมระบายอากาศ ฯลฯ กรณีต่อเติมโดยไม่มีการติดตั้งงานระบบก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เช่น เดิมเป็นโรงจอดรถ ซึ่งมีโคมไฟติดไว้อยู่แล้ว เมื่อต่อเติมเป็นห้องนอนก็ไม่จำเป็นต้องเดินงานระบบเพิ่มมากนัก เป็นต้น

 

       งานสถาปัตย์กับวัสดุปิดผิว อาจอ้างอิงตามงบประมาณการสร้างบ้านใหม่ คือ 50-60% ของค่าก่อสร้าง (งบประมาณส่วนนี้มักจะยืดหยุ่นมากที่สุด ขึ้นอยู่กับชนิดวัสดุที่เลือกใช้)

 

       งบประมาณอื่นๆ ในการต่อเติมบ้าน
       นอกจากค่าก่อสร้างและวัสดุแล้ว ในการต่อเติมบ้าน บางครั้งอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติมคล้ายกับการสร้างบ้านใหม่ ยกตัวอย่างการต่อเติมห้องนอน ห้องนั่งเล่น มักมีค่างานตกแต่งภายใน เช่น เฟอร์นิเจอร์  ผ้าม่าน โคมไฟ ซึ่งจะใช้งบประมาณมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับระดับคุณภาพของวัสดุที่เลือก นอกจากนี้ยังมีค่าบริการวิชาชีพแต่ละสาขา ทั้งวิศวกรผู้ออกแบบและคำนวณโครงสร้าง  สถาปนิกหรือนักออกแบบผู้ออกแบบพื้นที่ใช้สอยของส่วนต่อเติมให้ลงตัวและมีรูปลักษณ์สวยงาม เป็นต้น

 

       จะเห็นได้ว่า เราสามารถใช้งบประมาณการก่อสร้างบ้านใหม่เป็นหลักอ้างอิงในการคำนวณค่าใช้จ่ายในการต่อเติมบ้านได้ อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายบางส่วนโดยเฉพาะ “ค่าก่อสร้าง” หากคำนวณเป็น “ราคาต่อตารางเมตรแล้ว” อาจเท่ากันกับการสร้างบ้านใหม่ แม้เนื้องานจะน้อยกว่าก็ตาม อย่างเช่น ส่วนต่อเติมใช้โครงสร้างฐานรากแบบเสาเข็มสั้น และไม่มีการติดตั้งงานระบบ แต่ราคาต่อตารางเมตรกลับใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายการสร้างบ้านที่ลงเสาเข็มลึกถึงชั้นดินแข็ง พร้อมติดตั้งงานระบบไฟฟ้าประปา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะงานต่อเติมมักมีขนาดเล็ก ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ค่าก่อสร้างงานขนาดเล็กจะมีราคาต่อตารางเมตรสูงกว่าการก่อสร้างงานขนาดใหญ่อยู่แล้ว จุดนี้นับเป็นสิ่งที่เจ้าของบ้านต้องคำนึงและรับทราบทุกครั้งในการวางแผนและกะงบประมาณในการต่อเติมบ้าน

 

บทความดีๆ  จาก SCG

รับสร้างบ้าน : มาทำความรู้จักอิฐ ก่อนจะแต่งบ้านสไตล์ Loft

รับสร้างบ้าน : มาทำความรู้จักอิฐ ก่อนจะแต่งบ้านสไตล์ Loft

 

แม้การสร้างบ้านสมัยก่อนจะนิยมใช้อิฐมอญเป็นโครงสร้างหลักของผนังบ้าน จากนั้นจึงฉาบปิดทับด้วยปูนให้ผนังเรียบเนียนเพื่อความสวยงาม แต่ในสมัยนี้กระแสนิยมการตกแต่งบ้านในสไตล์ลอฟท์ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น จึงทำให้การเผยผิววัสดุที่เน้นความดิบเท่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยมอบสัมผัสที่เป็นธรรมชาติแล้ว ยังช่วยสร้างมิติให้พื้นที่ภายในบ้านมีชีวิตชีวาและน่าสนใจอย่างไม่ซ้ำใคร

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

 

สำหรับงานอิฐที่นำมาใช้ในการตกแต่งบ้านหลายคนอาจจะคิดว่ามีเพียงแค่อิฐสีส้มแดงเพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ววัสดุประเภทอิฐมีอยู่หลากหลายชนิด ในส่วนของคุณภาพก็จะแตกต่างกันไปตามส่วนประกอบของวัสดุที่ใช้ในการทำอิฐ รวมถึงเวลาและอุณหภูมิที่ใช้ในการเผาอิฐด้วยเช่นกัน ซึ่งอิฐส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ในการสร้างหรือตกแต่งบ้านนั้นสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้
– อิฐมอญ มีลักษณะเป็นอิฐสีส้มแดง ทำจากดินเหนียวผสมแกลบหรือวัสดุอื่นๆ จึงนิยมเรียกอีกอย่างว่าอิฐดินเผา ในส่วนของขนาดและสัดส่วนขึ้นอยู่กับขั้นตอนการผลิตของแหล่งผลิตนั้นๆ โดยอาจมีทั้งรูปแบบที่เป็นอิฐก้อนตันและอิฐที่มีรูตรงกลาง
– อิฐขาว คืออิฐที่ทำจากปูนขาวผสมทราย และมีการใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการผลิตมากขึ้น โดยการอัดด้วยเครื่องจักรที่มีความดัน พร้อมอบด้วยความร้อนสูง ทำอิฐมีความแน่นมากกว่าอิฐมอญและอิฐบล็อก จึงสามารถให้ความแข็งแรงและทนทานได้ดี ช่วยป้องกันความร้อน ทนไฟ ไม่ดูดซึมน้ำ และมีน้ำหนักเบา 
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
– อิฐบล็อกคืออิญที่ทำจากปูนซีเมนต์และทราย โดยนิยมนำมาใช้เพื่องานก่อสร้างเช่นเดียวกับอิฐมอญ เหมาะสำหรับงานที่เน้นการคุมค่าใช้จ่าย เพราะราคาถูกและสามารถสร้างได้เร็วกว่า ในส่วนของความแข็งแรงอาจไม่เท่าอิฐมอญ เพราะมีรูพรุนมากกว่า 
– คอนกรีตบล็อก ทำจากปูนซีเมนต์ หิน และทราย นิยมนำมาใช้ตกแต่งบ้านในบริเวณพื้นและทางเข้าบ้าน
ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ บ้านสไตล์ลอฟท์
– อิฐมวลเบา เป็นอิฐที่ได้รับการคิดค้นขึ้นใหม่ โดยการผลิตจากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ผสมกับทราย ปูนขาว ยิปซัม น้ำ และสารกระจายฟองอากาศ ด้วยการใช้กระบวนการผลิตที่ทันสมัย จึงทำให้อิฐแต่ละก้อนมีขนาดมาตรฐานที่เท่ากัน แลมีน้ำหนักเบา ช่วยลดการรับน้ำหนักของโครงสร้างได้ดี อีกทั้งยังสามารทนไฟ พร้อมป้องกันความร้อนและเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
– อิฐประดับ เป็นอิฐที่มีลวดลาย โดยการออกแบบก้อนอิฐให้มีรูโปร่งลายฉลุ ซึ่งผลิตจากหินเกร็ด กรวด ทรายซิลิการ์ และซีเมนต์ สามารถใช้เป็นฉนวนกันความร้อนและเก็บเสียงได้ดี อีกทั้งยังช่วยมอบความสวยงามได้ดี รวมทั้งมีให้ลวดลายและขนาดให้เลือกอย่างหลากหลายตามความต้องการ
สำหรับใครที่ชื่นชอบในการตกแต่งบ้านสไตล์ลอฟท์ และยังไม่รู้จะเลือกอิฐชนิดไหนมาตกแต่งบ้าน หวังว่าบทความจะเป็นประโยชน์และช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจในการเลือกใช้วัสดุตกแต่งบ้านได้มากขึ้น
Cr.forfur

รับสร้างบ้าน : 9 จุดในบ้านที่มักพบอันตราย และสารเจือปน รวมทั้งยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

รับสร้างบ้าน : 9 จุดในบ้านที่มักพบอันตราย และสารเจือปน รวมทั้งยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เชื้อโรคในบ้าน

 

      จากข่าวคราวที่ใครหลายคนน่าจะเคยเห็นเกี่ยวกับสารปนเปื้อนที่อยู่รอบตัวไม่เว้นแม้กระทั่งถุงพลาสติกสีดำที่ใช้ใส่อาหารและของทั่วไปที่คนนิยมใช้และการสะสมของเชื้อโรคในที่พักอาศัยซึ่งส่งผลเสียต่อตัวเจ้าของรวมถึงคนรอบข้าง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำความสะอาดบ้านในจุดใหญ่ๆ สามารถช่วยให้บ้านของเราดูสะอาด เรียบร้อย ดูน่ามอง แต่ความจริงยังมีจุดสกปรกเล็กๆ ที่ถูกมองข้ามจนเกิดเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคในที่สุด โดยเฉพาะฝุ่น ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้ ดังนั้นเพื่อให้เราสามารถอยู่ในบ้านได้อย่างมีความสุข จึงไม่ควรลืมทำความสะอาดจุดต่างๆ เหล่านี้
รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

1.สวิตช์ไฟ

สวิตช์ไฟ เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีเลยก็ว่าได้ เพราะเราใช้งานสวิตช์ไฟอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เกิดเชื้อโรคสะสม ยิ่งสวิตช์ไฟห้องน้ำ ยิ่งมีเชื้อโรคมากเป็นสองเท่า จากการวิจัยจากประเทศอังกฤษ พบว่า สวิชต์ไฟ มีเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคท้องร่วง อยู่ถึง 217 ตัวต่อตารางนิ้ว ทำให้เป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคไปสู่คนอื่นๆ อีกด้วย  ซึ่งเราสามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้โดยฉีดแอลกอฮอล์ลงบนผ้า แล้วนำไปเช็ดสวิตช์ไฟให้ทั่ว ก่อนจะนำผ้าแห้งมาเช็ดซ้ำอีกรอบ เท่านี้ก็ช่วยให้สวิตช์ไฟปราศจากเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรกแล้ว

2.ก๊อกน้ำ

ก๊อกน้ำเป็นอีกหนึ่งจุดสกปรกในบ้าน ที่หลายคนมักลืมทำความสะอาด ซึ่งอาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย เราสามารถทำความสะอาดได้ง่าย เพียงแค่เช็ดด้วยน้ำร้อนหรือน้ำสบู่แล้วล้างออก หรือถ้าอยากเพิ่มความเงางาม ให้ขัดด้วยเบกกิ้งโซดาผสมน้ำมะนาว ก็ทำให้ก๊อกน้ำกลับมาสะอาดเงางามได้เหมือนกัน

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ม่านห้องน้ำ

3.ม่านห้องน้ำ

ม่านในห้องน้ำไม่ว่าจะเป็นพลาสติกหรือผ้าก็มีโอกาสเกิดเชื้อราได้ง่าย เนื่องจาก อากาศอบอ้าวและมีความชื้นสูง ซึ่งนอกจากจะไม่น่าใช้งานแล้ว เชื้อรายังเป็นพิษต่อร่างกาย หากมีการปนเปื้อนไปในอาหาร ซึ่งพิษจากเชื้อรามักจะเป็นอันตรายต่อระบบต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง และไม่มีวิธีการรักษาที่ได้ผลดี

หากผ้าม่านที่เป็นผ้า สามารถถอดซักรวมกับผ้าอื่นได้เลย จากนั้นให้ตากแดดจัด เพื่อกำจัดเชื้อรา แต่หากเป็นม่านพลาสติกให้ใช้เบกกิ้งโซดาถูบริเวณที่เป็นเชื้อราออกก่อน แล้วจึงนำไปปั่นในเครื่องซักผ้าร่วมกับผ้าขนหนูเก่า ๆ สักผืน โดยไม่ต้องใส่ผงซักฟอก แต่ให้ใส่น้ำส้มสายชู 1 ถ้วยลงไปแทน เมื่อเครื่องซักเสร็จให้รีบนำออกมาตากแดดให้แห้ง โดยที่ไม่ต้องปั่นแห้ง เท่านี้คราบเชื้อราต่างๆ ก็จะหายไป

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลูกบิดประตู

4.ลูกบิดประตู

มือจับประตูและลูกบิดคือจุดอันตรายจากเชื้อโรคอีกจุดหนึ่งที่ถูกมองข้าม โดยเชื่อว่ามากกว่าร้อยละ 90 ของเชื้อโรคอาศัยอยู่ โดยเฉพาะมือจับประตูและลูกบิดประตูบ้าน ซึ่งการหมั่นล้างมือและเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคบ่อยๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 -3 ครั้ง เป็นการช่วยทำให้มือจับประตูและลูกบิดปราศจากเชื้อโรคได้

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

5.ราวจับบันได

เช่นเดียวกับลูกบิดประตู เนื่องจากผู้อยู่อาศัยต้องสัมผัสกับราวจับบันไดทุกวัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องใช้เพื่อช่วยพยุงตัว การเช็ดราวจับบันไดให้สะอาด นอกจากจะสวยงามน่ามองยังป้องกันเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย ส่วนการทำความสะอาดสามารถทำได้โดยผสมน้ำร้อนและน้ำส้มสายชูเข้าด้วยกัน จากนั้นนำผ้าจุ่มแล้วบิดออกให้ผ้าเปียกหมาดๆ นำไปเช็ดราวบันได แล้วใช้ผ้าแห้งมาเช็ดซ้ำอีกครั้ง

 

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

6.ต้นไม้ในบ้าน

ไม่ว่าจะต้นไม้จริงหรือต้นไม้ปลอม ใบไม้ก็เป็นแหล่งสะสมฝุ่นและสิ่งสกปรก โดยเฉพาะต้นไม้ที่อยู่ในห้องนอน เพราะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เรียกกว่า สารก่อภูมิแพ้ (allergens) หรือ สิ่งกระตุ้น ซึ่งอาจเข้าสู่ร่างกายทางระบบหายใจ การรับประทานอาหาร การสัมผัสทางผิวหนัง โดยโรคภูมิแพ้ชนิดใดที่พบบ่อยมากที่สุดในประเทศไทย คือ โรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ (โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้หรือโรคแพ้อากาศ ร้อยละ 23-50 และโรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหืด ร้อยละ 10-15) เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดที่พบบ่อยมากที่สุดในประเทศไทยและเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี ซึ่งภายในระยะเวลา 20 ปี ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้เพิ่มมากถึง 3-4 เท่า

สำหรับการทำความสะอาดต้นไม้จริงให้ยกไปฉีดน้ำล้างสิ่งสกปรกออกได้เลย แต่ถ้าเกิดว่าต้นไม้มีขนาดใหญ่เกินไป ก็ให้นำผ้าไมโครไฟเบอร์มาเช็ดทำความสะอาดทีละใบแทน ส่วนต้นไม้ปลอมก็สามารถทำความสะอาดได้ง่ายๆ โดยการใช้ไดร์เป่าผมเป่าฝุ่นออก ที่สำคัญอย่าลืมคาดผ้าปิดปากปิดจมูกป้องกันฝุ่นละออง

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ถังขยะ

7.ถังขยะ

ต่อให้กำจัดขยะออกจากถังขยะแทบทุกวัน แต่แบคทีเรียและกลิ่นเหม็นก็ยังคงตกค้างและสะสมอยู่ในถังขยะได้ ฉะนั้นทางที่ดีอย่าลืมล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อพร้อมกับขัดสิ่งสกปรกออก รับรองว่าเชื้อโรคและกลิ่นในถังขยะหายเกลี้ยงแน่นอน

 

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

8.มุ้งลวด มู่ลี่

เป็นแหล่งสะสมฝุ่นเพราะทำความสะอาดยาก อีกทั้งโดยมากมักจะถูกมองข้ามเพราะไม่จำเป็น สำหรับมุ้งลวดทำความสะอาดได้โดยราดด้วยน้ำสบู่แล้วใช้แปรงขัดออก ก่อนนำไปผึ่งให้แห้ง ในระหว่างนี้ก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรางมุ้งลวดให้สะอาด ส่วนฝุ่นบนมูลี่ก็กำจัดได้โดยใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ชุบน้ำแล้วเช็ดที่ละซี่ จากนั้นใช้ผ้าแห้งเช็ดซ้ำอีกรอบ เผื่อไม่ให้เกิดคราบน้ำ

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เฟอร์นิเจอร์

 

9.เฟอร์นิเจอร์

มักพบสารเคมีอันตรายประเภทฟอร์มัลดีไฮด์ เนื่องจากสารชนิดนี้นิยมใช้ในอุตสาหกรรมสี กาว และสารเคลือบเฟอร์นิเจอร์ไม้ ไม้อัด และไม้แปรรูปอื่นๆ ไอระเหยของสารฟอร์มาลดีไฮด์ที่แฝงอยู่สิ่งเหล่าเป็นอันตรายต่อผู้อยู่อาศัย หากได้รับสารระเหยในจำนวนน้อย อาจเกิดอาการระคายเคืองได้ เช่น แสบตาหรือแสบจมูก แต่ในระยะยาวจะทำให้เกิดผลเสียกับระบบร่างกายต่างๆ หรือก่อให้เกิดมะเร็งได้ ผู้บริโภคจึงควรเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์หรือตรวจสอบเฟอร์นิเจอร์ที่แถมมากับบ้านว่า มีคำเตือนถึงการใช้สารฟอร์มัลดีไฮด์ และได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมหรือไม่ เพื่อสุขภาวะที่ดีในการพักอาศัย

 

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

รับสร้างบ้าน : สร้างรั้ว หรือสร้างบ้าน ควรสร้างอะไรก่อนดี ??

รับสร้างบ้าน : สร้างรั้ว หรือสร้างบ้าน ควรสร้างอะไรก่อนดี ??

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สร้างรั้ว

 

จะสร้างรั้ว หรือ จะสร้างบ้านก่อนก็ได้ หรือจะสร้างควบคู่กันไปก็ได้ แต่ต้องวางแผนให้ดี 

การสร้างรั้วของบ้านแต่ละหลังนั้น จะมีปัจจัยพื้นฐานและเหตุจำเป็นในการสร้างที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนาดพื้นที่ เรื่องระดับดิน ที่ต้องคำนึงก่อนวางแผนในการสร้างรั้วแทบทั้งสิ้น เพราะถ้าหากวางแผนผิด สร้างไปแล้ว หรือไม่ได้สร้างในเวลาที่ถูกต้อง อาจจะส่งผลให้เกิดความเสียหาย ทั้งรั้วและตัวบ้าน  

 

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าควรจะสร้างรั้วก่อนหรือสร้างบ้านก่อน ? 

 

พิจารณาจากระดับของที่ดิน 

หากคุณกำลังเตรียมการเรื่องการถมดิน ยิ่งถ้าระดับดินที่คุณถมมีระดับที่สูงกว่าพื้นที่ข้างเคียง หรือบ้านของเพื่อนบ้านคุณ ขอแนะนำให้คุณสร้างรั้วกันดินขึ้นมาก่อน เพื่อป้องกันดินไหลไปพื้นที่ที่ต่ำกว่าแถมยังช่วยเรื่องความแน่นของดินที่ถมอีกด้วย แต่จะสร้างรั้วให้สูงแค่ไหนก็ต้องพิจารณาจากระดับดินที่ถม 

 

พิจารณาจากขนาดพื้นที่ของที่ดิน 

หากคุณมีที่ดินกว้างมาก แถมยังใช้พื้นที่สร้างบ้านไม่ถึง 1 ใน 3 คุณจะสร้างรั้วตอนไหนก็ได้ ไม่เป็นปัญหา แต่ขอแนะนำว่าให้สร้างรั้วหลังเสร็จสิ้นขั้นตอนเสาเข็มเพราะถ้าสร้างรั้วก่อนขั้นตอนเจาะหรือตอกเสาเข็มอาจทำให้รั้วเสียหายจากแรงสั่นสะเทือนได้ 

แต่ถ้าหากคุณมีข้อจำกัดในเรื่องขนาดของพื้นที่ เช่น ระยะห่างจากตัวบ้านกับเขตพื้นที่ มีแค่ 1 เมตร เราขอแนะนำให้คุณสร้างรั้วตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะจะได้ป้องกันปัญหาที่ตามมาไม่ว่าจะเป็น เข็มของรั้วไปกระแทกท่อประปา หรือเศษปูนเปียกกระเด็นโดนตัวบ้าน เป็นต้น แต่ก็ควรจะสร้างรั้วหลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนเสาเข็มไปแล้วนะครับ และที่สำคัญต้องวางแผนกับวิศวกรควบคุมงานก่อสร้างก่อน เพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการสร้างรั้วและลดปัญหาต่างๆ ที่จะตามมาภายหลัง

 

เทคนิค !!

ควรสร้างรั้วขึ้นมา 3 ด้านก่อน คือ ด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลัง เหตุผลที่ไม่สร้างรั้วด้านหน้าเพราะ เปิดช่องทางให้ขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ ในการก่อสร้างได้สะดวก

 

หากพิจารณาแล้วว่าไม่สามารถสร้างรั้วถาวรได้ ก็สามารถสร้างรั้วชั่วคราวแบบมิดชิด ไว้ก่อนได้ค่ะเพื่อเป็นการกำหนดอาณาเขต และเพื่อความปลอดภัยตลอดระยะเวลาในการก่อสร้างบ้านค่ะ